| Chayamon's profileBozzaNovaPhotosBlogLists | Help |
|
April 06 ชวนอ่าน "สร้างเสริมประสบการณ์อิงลิช"ที่มา: http://bozzanova.blogspot.com/2009/04/blog-post.html ชวนอ่าน "สร้างเสริมประสบการณ์อิงลิช" วันนี้ผมรับหน้าที่เป็น PR ทำการประชาสัมพันธ์เชิญชวน ชักจูง หลอกล่อ ฯลฯ ให้กับหนังสือของเพื่อนสนิท(มั้ย?)คนหนึ่งครับ มาลี(นามสมมติเสมือนจริง) เพื่อนของผมคนนี้เป็นคนอารมณ์ดี ร่าเริง ยิ้มเก่ง....มาก(มากเกินไปมั้ยเธอ?) และฟุ้งซ่าน ถ้าคุณๆ ลองตามไปอ่านใน link ที่ผมให้ไว้ข้างต้น (เป็น multiply site ของเธอเอง) คุณๆ น่าจะเห็นด้วยกับผมบ้าง ไม่มากก็น้อย อาจเป็นด้วยความห่างที่เธออยู่ไกลบ้านกว่าหกพันไมล์ ในแผ่นดินประเทศที่มีฝนพรำและฟ้าสีช้ำตลอดเวลา อาจเป็นด้วยความห่างทางวัฒนธรรมกับผู้คนเจ้าของประเทศที่เธอไปอาศัยอยู่ อาจเป็นด้วยความห่างจากเพื่อนๆ อันเป็นที่รักของเธอ ในยามที่เธอมีอะไรอยากเล่า อยากเม้าท์ อยากระบาย มาลีจึงระบายความฟุ้งซ่านลงกับแป้นพิมพ์โน้ตบุ๊คของเธอ และคงเป็นเพราะความร่าเริงที่เธอมีอยู่มากมาย (มากมายจนสามารถแปลงเปลี่ยนมาเป็นพลังงานไฟฟ้า ส่งต่อมาตามสายอินเทอร์เน็ต ให้ผู้อ่านได้สัมผัสความร่าเริงนั้น) รวมเข้ากับมุมมองแปลกๆ ต่อชีวิตและสิ่งรอบข้างของเธอ ที่ทำให้เรื่องเล่าของเธอน่าสนใจ น่าติดตาม จนทำให้เธอมีผู้ติดตามอ่านเรื่องราวที่ไร้สาระบ้าง ไม่ไร้สาระบ้าง ของเธอเป็นจำนวนมาก จนวันหนึ่ง ตัวหนังสือบนเวบไซต์ของมาลี ได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงผู้คร่ำหวอดในวงการหนังสือคนหนึ่งของประเทศไทย เขาได้อ่านและคงติดใจอะไรบางอย่างในผลงานของมาลี จึงได้ติดต่อมาถึงมาลี ถามไถ่ถึงความสนใจที่จะทำหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คออกมาสักเล่ม ....แล้วเรื่องราวก็ดำเนินต่อมาเป็นหนังสือเล่มนี้ เล่มแรกในชีวิตของเธอ ที่ชื่อว่า "สร้างเสริมประสบการณ์อิงลิช" หนังสือที่เป็นเรื่องเล่าของมาลี ซึ่งส่วนมาก(หรือทั้งหมด? ขอโทษ....ผมยังไม่ได้หนังสือเล่มนี้มาอยู่ในมือ)เป็นช่วงเวลาที่เธอใช้ชีวิตเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในประเทศอังกฤษ แดนดินแห่งอิงลิชชน อย่างที่บอก มุมมองแปลกๆ (ในแง่ดี) และความร่าเริงที่มาลีมีจนล้น คงจะทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับการอ่านเรื่องราวของเธอ หรืออาจได้มุมมอง ข้อคิด ดีๆ เล็กๆ น้อยๆ จากความคิดของเธอบ้าง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผมนึกย้อนไป ครั้งแรกที่ผมประทับใจในแง่คิดเล็กๆ น้อยๆ ที่เธอมีต่อชีวิตก็คือครั้งที่ผมถามเธอว่า ทำไมอารมณ์ดีจัง หลังจากที่ผมได้เห็น MSN ของเธอใช้ชื่อว่า Happy Dugong (แปลเป็นไทยว่า พะยูนอารมณ์ดี - พะยูน คือคำจำกัดความที่เพื่อนคนหนึ่งให้ไว้กับมาลี ในโทษฐานที่หน้าตาของมาลีทำให้เขานึกถึงสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์นั้น ....เอ่อ แซวกันขำๆ นะครับ จริงๆ มาลีเป็นคนหน้าตาน่ารักครับ :P ) มาลีตอบกับผมสั้นๆ แต่ได้ใจความ ว่า "ก็กินอิ่มนอนหลับ แล้วจะให้ทุกข์เรื่องอะไร" ถูกของเธอใช่ไหมครับ?!! ชีวิตคนเรา กินอิ่ม นอนหลับ แค่นี้ก็สุขกายสบายใจแล้ว ไอ้ความทุกข์ที่เราเผชิญกันอยู่นี้ เกือบทั้งหมดมาจากความคิดปรุงแต่งของจิตเราทั้งนั้น หวังว่าคุณๆ ที่มีโอกาสได้อ่านหนังสือของเธอ จะมีรอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก มีความสุขเล็กๆ บานขึ้นในจิตใจ เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับผมในวันที่ได้ยิน(อ่าน)คำตอบของเธอวันนั้นนะครับ ขอให้ทุกคนกินอิ่มและนอนหลับครับ โบ๊ท ปล. ....น่าอ่านจริงฤไม่ น่าอ่านแค่ไหน เชิญทำความรู้จัก(เริ่มต้น) กับผู้เขียนได้เลยครับ (ตาม link ข้างล่างนี้ไป) http://maleenote.multiply.com/journal/item/116/116 September 27 แอ๊ปเปิ้ลของพระเจ้าหลังจากทิ้งบลอกให้ฝุ่นจับมาสี่เดือน
วันนี้ได้ฤกษ์แล้วครับ
เชิญ... http://bozzanova.blogspot.com/ February 02 ข่าวดีได้รับข่าวดีจากเพื่อนสนิทคนหนึ่งมาเมื่อวานนี้ ตามอ่านที่ blogspot ละกันนะครับ (click ที่ link ข้างๆ เนี่ย ...My Original Blog) January 20 ON A SUNSHINE DAYTHIS IS ANFIELD!!!! YOU KNOW!!!! 20 JANUARY 2007 LIVERPOOL 1 - 0 CHELSEA Kuyt (4) Pennant (18) I was watching the match, with Daniel, at a pub called "Nancy's".... just a few mins walk from my flat. (No alcohol) Wicked!!!! December 24 ค้นพบค้นพบแล้วว่า
สาเหตุที่เปลี่ยนสี font ไม่ได้ ขึ้นบรรทัดใหม่อัตโนมัติไม่ได้ ฯลฯ เป็นเพราะเจ้า MacBook สุดที่รักนี่เอง ต้นเดือนธันวาคม หลังจากปิดเทอม ไปหาเพื่อนที่แมนเชสเตอร์ ใช้อินเทอร์เนทจากเครื่องเพื่อน(windows) ถึงได้รู้ว่า มันคงเป็นที่ Mac OS นี่เอง คิดว่าใช่นะ เฮ้อ November 02 "รสนิยม"คุณเป็นคนมี"รสนิยม"ไหมครับ?...
ไม่ว่าจะมีฤไม่มี เชิญที่ my original BLOG ได้เลยครับ :) October 19 เหงาไหม?เหงาไหม?
ไปแวะนั่งคุยกันที่ blog ของผมหน่อยไหม?
คลิกตามลิ้ง my original blog ไปได้เลย.. September 04 ย้าย ย้าย ย้ายเนื่องจากไอ้ msn space นี่ มันไม่ได้ดั่งใจจริงๆ
อยากจะให้เว้นบรรทัด ก็เว้นไม่ได้
อยากจะเปลี่ยนสี ก็เปลี่ยนไม่ได้
อยากจะกลับมาแก้ไขข้อความ ก็แก้ไม่ได้
พอกันที
...
...
...
ขอเชิญนะครับ สำหรับทุกท่านที่ติดตามอ่าน
บ้านเก่า บลอกเดิม นะครับ
คลิกที่ link ด้านข้างนี่ได้เลยครับ
แล้วเจอกันครับ
:) August 30 เชิญอ่าน...ไปที่บลอกดั้งเดิมละกันนะครับ ไอ้บลอกในสเปซนี่ มันไม่ได้ดังใจ (ไม่รู้มันจะเปลี่ยนมาทำแบบนี้ทำไมนะ แบบเก่าก็ดีอยู่แล้ว ไม่ชอบเลย)
คลิกที่ link ทางซ้ายมือนี้ได้เลยครับ... รับฟังทุก comment ครับ July 10 ความเข้มแข็งของจิตใจ...อยู่ที่ไหนช่วยตอบหน่อยสับสน
ผิดหวัง
หวาดกลัว
ไม่แน่ใจ
ฯลฯ
เมื่อจิตใจอ่อนแอ หวั่นไหวกับความไม่แน่นอนของอนาคต
เราจะหาความเข้มแข็งของจิตใจได้จากที่ไหนกัน?
...may the force be with me... June 21 เมื่อตาไม่ดูดาว แต่ก้มมองเท้าที่ติดดิน...ตาดูดาว เท้าติดดิน... วลีนี้เป็นที่ติดปากใครต่อใครอยู่พักหนึ่ง ไม่บอกก็คงรู้กันว่ามีที่มาจากไหน เหมือนจะไม่เกี่ยวกันนัก แต่ผมนึกถึงมันขึ้นมา...
... ... ...
...สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง... มิไยต้องพูดถึงคนธรรมดาอย่างเราๆ ที่ย่อมมี ผิด พลาด พลั้ง เผลอ กันไปบ้าง หากขอเพียงเรายอมรับ และตั้งใจที่จะเรียนรู้จากข้อผิดพลาดเหล่านั้น ความผิดพลาดที่ว่าร้ายๆ ก็จะมีคุณค่าขึ้นมาในพลัน
คนเรา ต่อให้ เก่ง รู้รอบ เชี่ยวชาญ เพียงใด อย่างไร ก็คงต้องมีพลาดกันบ้าง... สำคัญที่เราจะสำรวจมันบ้างฤไม่ หากมัวแต่ทะนงตน ว่าเข้าใจในทุกด้าน มองขาดในทุกสิ่ง และไม่ต้องแก้ไข เปลี่ยนแปลงความคิด การกระทำอะไรๆ อีกแล้ว เราก็คงก้าวย่ำ ซ้ำความผิดพลาดเดิมๆ อยู่ร่ำไป แล้วเราจะโทษใคร ในเมื่ออาจเป็นเราเองที่"เชิด"เสียจนลืมที่จะก้มมองดูเท้าตัวเอง
... ... ...
ท่ามกลางสายน้ำแห่งทุนนิยมที่เชี่ยวกราก... (เปล่า...ผมไม่ได้ต่อต้าน ใครบ้างจะปฏิเสธเงิน -- ใครยกมือ อย่าลืมยกเงินที่มีให้ผมนะครับ) ...มันคงจะดีหากเราละสายตาจากดาว แล้วก้มมองเท้าที่ติดดินกันเสียบ้าง แล้วเราก็จะได้ไม่ต้องเหยียบย่ำอยู่บนความผิดพลาดเดิมๆ อยู่ร่ำไป June 09 ฟังเสียงคลื่น รื่นเสียงเพลง[diary mode]
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมชวนตัวเองเดินทางไปหัวหิน
ด้วยเงื่อนไขบางอย่าง ผมไม่ได้ร่วมเดินทางไปพร้อมกับผองเพื่อนซึ่งออกเดินทางกันไปตั้งแต่วันศุกร์
แม้จนวันเสาร์ ผมเองก็ยังลังเลว่าจะไปดีไหม จนเมื่อตัดสินใจได้ ผมก็ออกเดินทางตามลำพัง ด้วยรถทัวร์จากสายใต้เที่ยวบ่ายสามสี่สิบ
ถึงที่หมายแถวตลาดหัวหินอันเป็นที่นิยมราวทุ่มสิบห้า กินหอยทอด(ไม่ค่อยอร่อย)กับเพื่อนและแฟนเพื่อน เดินตลาดอีกสักพักเล็กๆ ผมก็ติดรถเพื่อน มุ่งหน้าไปโรงแรมโซฟิเทล อันเป็นหนึ่งเวทีของงาน หัวหิน แจ๊ส เฟสติวัล 2006
ถึงที่หมาย ผมเดินไปทักทายเพื่อนรัก(อีกคนหนึ่ง)ที่สนิทกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น นุ่งขาสั้นสีน้ำเงิน
เพื่อนมากับครอบครัว ซึ่งบังเอิญวันนั้น(เสาร์ที่ 2 มิถุนายน)เป็นวันคล้ายวันเกิดของพ่อเลี้ยงชาวฮอลแลนด์ของเพื่อนรัก เราจึงทักทายและอวยพรวันเกิดกันพอหอมปากหอมคอ ก่อนจะขอตัวแยกไปเดินดูงานดนตรีที่หาด
ลงไปที่หาด คงเป็นหนึ่งวันในรอบปีที่ปริมาณคนเยอะผิดหูผิดตา
แรกสุด เดินไปฝั่งเวทีโรงแรมโซฟิเทล เพื่อจะไปเจอเพื่อนอีกกลุ่ม อันประกอบด้วย ไอ้ปอง พี่จ้อน และไอ้นนท์ ไอ้ยุตม์ รุ่นน้องคู่หูคู่ฮา (ถ้าเต็มวงสี่คน เพื่อนทศรับประกันว่า สามารถเป็นคณะตลกที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ ของประเทศได้เลย)
แต่ด้วยจำนวนคน ความหนาแน่น และปัญหาทางการติดต่อสื่อสาร (คาดว่าสงครามมือถือของสองค่ายยักษ์ใหญ่ ได้กลับมาสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจอีกครั้ง) ผมจึงเลิกความพยายาม
ตัดสินใจลองเดินไปทางฝั่งโรงแรมฮิลตันบ้าง เพื่อจะไปดู ทีโบน วงโปรด
เดินไป ไม่ได้เห็นทีโบนชัดนัก ก็หยุดอยู่เพื่อเจอเพื่อนอีกคู่หนึ่ง (ใช่ มันมากับคนรักอีกแล้ว)
กว่าจะคุยกันเสร็จ เพื่อนรักก็โทรศัพท์มาจากโซฟิเทล บอกว่าได้เวลาตัดเค้กฉลองวันเกิดของพ่อของมัน ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่พี่เคารพรัก และถือวิสาสะ นับถือเขาเป็นพ่ออีกคนหนึ่งในชีวิต
สรุปว่า วงโปรดก็ไม่ค่อยได้ดู ยืนอยู่ไกลๆ ลิบๆ ใช้หูฟังและโยกบ้างเต้นบ้างตามจังหวะ บางใครที่อยากไปเจอ ก็ยังไม่ได้เจอ ทั้งๆ ที่เดินไปถึงแล้ว แต่หาไม่เจอ และโทรศัพท์ก็ใช้การไม่ได้
กลับไปทานเค้ก นั่งคุยกับเพื่อนๆ ท่ามกลางเสียงเพลงจากเวทีโซฟิเทล สักพักใหญ่ๆ ผมและเพื่อนๆ ก็ลงมาเดินที่งานริมหาดอีกครั้ง ก็ยังคงได้เจอเพื่อนๆ หลายคนที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะเจออีกเช่นเดิม
รวมถึงได้เจอเพื่อนกลุ่มที่ตามหาตั้งแต่แรก (เพราะคืนนี้จะไปขออาศัยหลับนอนที่บ้านพักค่ายนเรศวร ... ขอบคุณไอ้นนท์และฝากขอบคุณไปถึงคุณพ่อของไอ้นนท์ไว้ ณ ที่นี้) และบางใครที่ตั้งใจจะไปเจอ(เสียที) แม้จะมีอะไรติดๆ ขัดๆ ไปบ้าง
งานเลิก วุ่นกับการตามหาเพื่อนที่ติดรถมาด้วยเมื่อหัวค่ำ ด้วยความจำเป็นที่ว่า กระเป๋า ข้าวของ ยังอยู่บนรถมันทั้งหมด (ขอโทษ ไอ้ปอง พี่จ้อน ไอ้ทศ ไอ้นนท์ ไอ้ยุตม์ กับการรอคอยอันน่าเบื่อหน่ายกว่าชั่วโมง...ขอโทษ)
กลับถึงที่พัก นั่งคุย นั่งดื่ม นั่งกิน กันอย่างสนุกสนาน เฮฮา แล้วพวกเราก็ค่อยๆ จำหน่ายกันไปทีละคนๆ
สายวันรุ่งขึ้น หลังจากค่อยๆ ทยอยกันตื่น และเคี่ยวเข็ญไอ้ทศจนลุกจากที่นอนได้ ทั้งหกคนก็ออกจากบ้าน มุ่งหวังจะหาอะไรใส่ท้องแก้หิวกัน
ขับวนหาก๋วยเตี๋ยวเป็ดเจ้าอร่อยจนเจอ(อยู่ตรงแถวๆ เซเว่นฯ แรก ที่อยู่ใกล้กับวังไกลกังวลที่สุด) นับว่าอร่อยจริงๆ เป็ดตุ๋นเนื้อนุ่ม ไม่คาว (ยืนยันได้แค่ความอร่อย นุ่ม ของเนื้อเป็ด ผมไม่รู้หรอกว่าอย่างไหนเรียกคาว อย่างไหนเรียกไม่คาว แต่เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ลงความเห็นตรงกันว่า อร่อย ไม่คาว ... โอเค ไม่คาว ก็ไม่คาว)
เสร็จแล้วไม่หนำใจ อยากลองชิมอาหารอีสานรสแซ่บ ตามคำแนะนำของเพื่อนนักบินของไอ้ทศ ขับไปจนเจอร้านตรงข้ามค่ายนเรศวร เห็นร้าน อีสานรสแซบ (ฤอะไรเทือกๆ นี้ ขออภัยหากจำชื่อร้านผิด) เห็นถจอดเยอะก็คิดกัน เอาวะ ใช่แน่...
สั่งกินกันไม่ยั้ง เออ อร่อยจริงๆ เว่ย แหม่ เพื่อนไอ้ทศแนะนำได้ดีจริงๆ
ตอนหลัง มาเจออีกร้าน เลยไปนิดเดียว ชื่อร้าน แซบอีหลี (อีกครั้ง หากจำชื่อผิด ขออภัย) รถเยอะกว่าร้านที่กินอีก ชื่อก็คล้ายกับที่ได้ยินจากเพื่อนนักบินของไอ้ทศมากว่าไอ้ร้านที่กินไป
ฮากันขี้แตกขี้แตน คิดเหมือนๆ กันว่า รถก็เยอะกว่า แม่งคงอร่อยกว่า ...รอก่อนเถอะมึง คราวหน้าโดนแน่
เสร็จสรรพ โยกย้ายกันไปกินเค้กร้าน"บ้านใกล้วัง" ...เมื่อวานไอ้ปอง พี่จ้อน ไอ้นนท์ ไอ้ยุตม์ มานั่งกินกันก่อนแล้ว เอ่ยปากชมกันใหญ่ทั้งรสชาติของของหวาน และความสดใสของลูก(หรือหลาน?)สาวเจ้าของร้าน
ไปถึง ชอบมาก ร้านติดทะเล ตกแต่งน่ารัก เข้ากับสถานที่และบรรยากาศ รสชาติของเค้กและโกโก้(ฤว่าชอคโกแลต?)ร้อน ก็อร่อยสมคำชมที่ได้ยินมา
(ขอข้ามเรื่องน้อง"เบอร์ร้าน"ไป เนื่องจากของแบบนี้ แล้วแต่รสนิยมคน -- beauty is in the eye of the beholder -- ว่าแต่ มุข "น้องมีฝาแฝดฤเปล่าครับ?" ของพี่จ้อน เล่นเอาทั้งวงฮาครืน สมกับเป็นปรมาจารย์จริงๆ ...แต่น้องเขาคงฮาปนกลัวไปด้วย จึงหายไป และไม่กลับมาบริการอีกเลย ...ฮา...)
กลับมาที่พัก เก็บข้าวของ ตกลงกันว่า ไอ้นนท์และไอ้ยุตม์คู่หู ขอตัวกลับก่อน ส่วนอีกสี่หน่อที่เหลือ ตกลงกันว่า จะดูดนตรีคืนสุดท้ายก่อนค่อยกลับ ไหนๆ ก็มากันแล้ว
คืนสุดท้ายนี่แหละครับ ทีเด็ดจริงๆ
ไปถึงหน้าเวทีตอนที่ ดูบาดู กำลังแสดงอยู่ในช่วงท้ายๆ ก็ไม่ได้ตื่นตาตื่นใจอะไรนัก จบๆ ไป
นั่งรออยู่สักพัก ก็ถึงคิวของวงสุดท้าย เครสเซนโด
ไอ้เราเองก็ดูเครสเซนโดมาหลายต่อหลายครั้ง ก็ชอบทุกครั้ง เล่นดีทุกครั้ง ก็หวังไว้ประมาณหนึ่งว่าพวกเขาจะทำได้ดีเฉกเช่นครั้งที่ผ่านๆ มา
แต่ให้ตายเถอะ ยิ่งเล่นยิ่งดี ยิ่งเล่นยิ่งหล่อ มันดีมากๆ ดีจนเกินที่หวังไว้เสียด้วยซ้ำ
เพลงสองเพลงแรก ยังไม่เท่าไร ก็ตามมาตรฐาน แต่หลังจากนั้น ทุกเพลงถูกนำมาเรียบเรียงใหม่ในแนววิถีของแจ๊ส (โดยที่ยังมีกลิ่นของต้นฉบับอยู่เยอะ ทำให้แฟนเพลงไม่เหวอ และยังเกาะเกี่ยวไปกับเพลงได้อย่างไม่เคอะเขิน)
ที่เด็ดๆ เลย(ไม่เรียงลำดับเพลง) ก็...
รักคุณเข้าแล้ว ...มาแบบแจ๊สจ๋าๆ เลย (เขาเรียก Jazzy ฤเปล่า?) ช้าๆ เนิบๆ แต่ทำเอาผู้งมงายในความเหงาอย่างผม ขนลุกเกรียว อยากมีใครมานั่งกุมมืออยู่ข้างๆ
เจ้าหญิง ไม่ค่อยต่างจากต้นฉบับนัก แต่ก็ยังคงกระชากใจอยู่ดี
รวมไปถึง เผลอ ฮอร์โมน วีนัส ความจริงในใจ โลกหมุนด้วยความรัก ดินแดนแห่งรัก(ใช่ชื่อนี้ไหม?) ฯลฯ
ให้ตายเถอะ รู้สึกว่าจะเป็น เครสเซนโด ที่ดีที่สุดที่ผมเคยดูมาเลยนะนี่
คนดูมีอารมณ์ร่วมไปด้วยอย่างมาก ตั้งแต่เพลงที่สามเพลงที่สี่ เริ่มลุกไปเดินๆ เต้นๆ กันตรงริมน้ำบ้าง ค่อยๆ มากขึ้นๆ แล้วมาพีกสุดๆ ตอนช่วงท้าย พอคนร้องขอ "เอาอีกๆ" พี่ๆ เครสเซนโด ก็ตามใจ แถมเพลงให้ คุณบีตะโกนบอกว่า "ถ้าเอาอีกก็ลุกกันขึ้นมาเลย" คนดูก็ลุกกันพรึ่บ 80-90% เลยจริงๆ
สุดยอด... ขอคารวะ และขอบคุณ ที่ทำให้มีความทรงจำดีๆ จากที่เฉยๆ จากวันเสาร์ กลับกลายมาเป็นประทับใจมากๆ
เสียดายแทนเพื่อนๆ (แทบทุกคนที่รู้จัก) ที่เดินทางกลับกันก่อน ไม่ได้อยู่ซึมซาบบรรยากาศดีๆ ในช่วงสุดท้ายของเทศกาล
(คุณน้องผยองศรีมาอ่านแล้วคงอิจฉาใช่ไหม โฮะโฮะโฮะ)
กลับถึงกรุงเทพฯ ตีหนึ่งได้ ไปกินข้าวต้มรอบดึกกันที่ร้าน"เชี่ยวชาญพานิช" (ขออภัยถ้าสะกดผิด -- อีกแล้ว) ตรงแยกเทเวศร์ ...แนะนำเลยครับ ร้านนี้ อร่อยใช้ได้เลยจริงๆ แล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
จ๊าบบบบ...
[ ส่วนตัว : เมื่อวานเพิ่งได้โปสการ์ดที่ส่งมาให้ตัวเอง -- chilled... chilled... chilled... : thx 4 the postcard naja. -- thinking of u ] May 21 หรือเรารักกันแค่คำพูดชีวิตทุกวันนี้อะไรอะไรก็สะดวกสบาย เทคโนโลยีพาเราห่างจากความลำบากออกไปเรื่อยๆ อะไรอะไรก็ดูจะง่ายไปเสียหมด จนบางครั้ง ผมก็คิดว่า มันง่ายเกินไปไหม?
... ... ...
อาจไม่เกี่ยวกันนัก แต่ผมกำลังรู้สึกว่า แม้กับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เราพูดคำว่า"รัก"กันง่ายเกินไปฤเปล่า? ง่ายเสียจนผมอดคิดไม่ได้ว่า กับคำว่ารักที่พูดๆ กัน มันมีค่า และลึกซึ้งเพียงใด
เขาบอกว่ารักเธอ แต่... เขาไม่เคยใส่ใจดูแลเธอ เขาไม่เคยรับฟังว่าเธอชอบ ฤไม่ชอบอะไร เขาทำร้ายจิตใจเธออยู่เสมอ
แล้วเธอก็ยังเชื่อว่า นี่คือ "รัก" ??? แล้วเธอก็ยังคงอนุญาตให้เขามาทำร้ายจิตใจเธออยู่ร่ำไป
... ... ...
ผู้ชาย บางครั้งก็พูดคำว่ารักออกมาง่ายๆ เพียงเพราะหวังอะไรอะไรจากหญิงสาวที่เขาถูกใจ บางเขา อาจสนใจแค่ที่หน้าตาสวยงาม น่ารัก บางเขา อาจหวังเพียงความสุขทางกาย บางเขา อาจอยากหลีกหนีจากความเหงา
ผู้หญิง บางครั้งก็หวั่นไหวเกินไป เพียงแค่คำพูดหวานๆ จากปากของชายหนุ่มที่เธอชอบ บางเธอ อาจหลงไปกับความสุขบางชั่วขณะ จนลืมนึกถึงความจริง บางเธอ อาจพอใจเพียงแค่คำรักจากเขา แม้การกระทำเขาจะสวนทางกับคำพูด บางเธอ อาจเลือกปิดตาเดินไปบนเส้นทางแห่งรัก
...และเมื่อเลือกที่จะปิดตาเดิน มันก็คงต้องเจ็บปวดอยู่ร่ำไป...
... ... ...
ผมนึกถึงเพลงหนึ่งจากอัลบั้ม unplugged in new york ของสุดยอดวงแห่งยุค '90 -- nirvana ในเพลงชื่อ plateau (หากจำไม่ผิดพลาด ไม่ใช่เพลงของ nirvana เอง) kurt cobain ร้องไว้ ด้วยน้ำเสียงประชดประชัน ... "who needs action when you got words" ... ฤว่าในยุคสมัยที่อะไรอะไรก็ดูเหมือนรีบเร่งและฉาบฉวยอย่างทุกวันนี้ การกระทำมันไม่สำคัญไปกว่าคำพูดเสียแล้ว?
...หรือเรารักกันแค่คำพูด... May 04 ความรักทำให้คนตาบอดเขาว่ากันว่าความรักทำให้คนตาบอด
... ... ...
เพื่อนรักของผมคนหนึ่ง เธอเพิ่งเลิกกับแฟนที่คบกันมานาน 5-6 ปี เธอเสียใจมาก เพราะเธอจริงจังกับความรัก เธอวาดฝัน วางอนาคต หลายอย่าง โดยมีบางใครร่วมอยู่ด้วยในฝันของเธอ
เขา...จากการกระทำที่ผมได้รับรู้มา -จะว่าผมลำเอียงมาทางเพื่อนรักก็ตาม- ไม่มีเกียรติพอที่จะถูกเรียกว่าลูกผู้ชาย ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีค่าพอที่สมควรจะได้รับสิ่งดีๆ จากผู้หญิงดีๆ อย่างเช่นเพื่อนรักของผมเสียด้วยซ้ำ ในความคิดแรกๆ... หน้าตัวเมีย เป็นคำที่สมควรกับมัน (ขอโทษ สรรพนามเปลี่ยน... ระหว่างที่ผมกำลังอยู่ในอารมณ์เซ็ง และหงุดหงิด)
ก่อนหน้านี้ เพื่อนของผมยังคงพยายามนึกถึงข้อดี ที่เธอพอจะหาได้จากมัน วันนี้ เธอได้รับรู้ ในสิ่งที่เธอไม่เคยรู้ ไม่เคยคิด และเธอยอมรับว่า สุดท้ายเธอไม่เหลือข้อดีใดๆ จากมัน แต่แล้ว เธอก็ยังอยากที่จะกลับไปหามัน
ให้ตายเถอะ... ผมไม่เคยโอ้อวดว่าเข้าใจในความรัก ผมไม่เคยบอกว่ารู้ลึกในความสัมพันธ์ ผมไม่เคยยกย่องว่าเจนจัดในพฤติกรรมมนุษย์ แต่กับเรื่องที่มันชัดเจนแบบนี้ ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าลึกๆ แล้ว มันเกิดจากอะไร และทำไมเพื่อนผมยังคงต้องการที่จะกลับไปหามัน
ผมพอเข้าใจ ว่าเพื่อนกำลังแย่ กับปราสาททรายที่เพิ่งถูกน้ำทะเลซัดหายไป ผมพอเข้าใจ ว่าเพื่อนกำลังเหงา กับความฝันที่เหลือเพียงครึ่ง ผมพอเข้าใจ ว่าเพื่อนยังคงความรู้สึก กับคนที่เคยมองว่าจะฝากอนาคตไว้ และร่วมสร้างฝันด้วยกัน แต่ผมไม่เข้าใจ ว่าทำไม เพื่อนผมยังคงมองไม่เห็นความจริงที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน
ฤมันจะจริงดังคำกล่าว... ความรักทำให้คนตาบอด
... ... ...
ตาเราอาจถูกปิด ด้วยตั้งใจฤไม่ก็ตาม เมื่อแรกรัก แล้ววันหนึ่ง บางสิ่ง บางคน บางเหตุการณ์ ได้มาเปิดตาให้เราได้พบความจริงบางอย่าง สุดท้ายแล้ว อาจเป็นเราที่ต้องเลือกเอง ว่าจะปิดตาเดินตรงต่อไป ฤว่าจะเปิดตา แล้วเลือกที่จะแยกเดินไปบนทางเส้นอื่น ในเมื่อเราเองก็ได้เห็นชัดเจนแล้วว่า เส้นทางข้างหน้า มันไม่สวยงามอย่างที่เราเคยจินตนาการไว้เมื่อครั้งยังปิดตาอยู่
ผมหวังให้เพื่อนผมรู้ ว่าไฟมันแสบร้อน และอย่าก้าวเข้าไปทนกับความเจ็บปวดอีกเลย |
|
|